ปรากฏการณ์ BTS V Effect เปลี่ยนการเป็นพรีเซนเตอร์ให้กลายเป็นข้อมูลสำคัญทางการตลาด
A data-led look at how V campaigns now move followers, franchise budgets and retail demand across global K-pop marketing.

V จากวง BTS กำลังเปลี่ยนการโฆษณาโดยศิลปินระดับซูเปอร์สตาร์ให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจที่วัดผลได้จริง โดยเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม สื่อเกาหลีรายงานว่า Toyo Keizai ของญี่ปุ่น ได้จัดทำเนื้อหาพิเศษในฉบับวันที่ 15-22 สิงหาคม เพื่อเจาะลึกโมเดลความบันเทิงของ HYBE และได้ใช้ V เป็นกรณีศึกษาว่าพลังของ Fandom, การจดจำแบรนด์ (Brand Recall), จำนวนลูกค้าที่เข้าร้าน (Retail Traffic) และข้อมูลทางโซเชียล (Social Data) นั้นขับเคลื่อนไปพร้อมกันได้อย่างไร ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องราวเบาๆ เกี่ยวกับไอดอลชื่อดังที่ดูดีในแคมเปญโฆษณาอีกต่อไป แต่มันคือสัญญาณทางตลาดที่บ่งบอกว่า แบรนด์ต่างๆ กำลังปฏิบัติต่อศิลปิน K-pop ในฐานะ "ชั้นของการเปลี่ยนผ่าน" (Conversion Layer) ที่สามารถส่งผลกระทบต่อทั้งยอดการสมัครใช้งานแอปพลิเคชัน, จำนวนลูกค้าที่เข้าร้าน, ความต้องการสินค้าที่พุ่งสูงขึ้น ไปจนถึงขนาดของงบประมาณการโฆษณา
การตีความ "V Effect" ในปัจจุบันที่ชัดเจนที่สุด ไม่ใช่การบอกว่าทุกแคมเปญจะกลายเป็นปาฏิหาริย์ด้านยอดขายโดยอัตโนมัติ แต่คือการที่บริษัทต่างๆ ยินดีที่จะจ่ายเงิน เจรจาต่อรอง และปกป้องการตลาดผ่านศิลปิน เมื่อศิลปินคนนั้นสามารถสร้างแรงขับเคลื่อนที่มองเห็นได้จริงในหลายตลาด ในกรณีของ V หลักฐานความสำเร็จนี้ครอบคลุมตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ความงามในญี่ปุ่น ไปจนถึงกาแฟในเกาหลี, ชุดกีฬาในอเมริกา, ธุรกิจค้าปลีกในจีน และข้อมูลกลุ่มผู้ชมในระดับ Instagram ความกว้างขวางของอิทธิพลนี้เองที่เป็นเหตุผลว่าทำไมเรื่องราวนี้จึงควรถูกจัดอยู่ในบทวิเคราะห์กระแส K-wave ระดับโลก มากกว่าจะเป็นเพียงข่าวการเป็นพรีเซนเตอร์ทั่วไป
จากภาพลักษณ์ Ambassador สู่ดัชนีชี้วัดทางธุรกิจ
ชนวนเหตุล่าสุดมาจากรายงานของ Toyo Keizai ที่มุ่งเน้นไปที่ความสามารถของ HYBE ในการทำความเข้าใจศิลปินในฐานะสินทรัพย์ทางธุรกิจที่มีข้อมูลมหาศาล โดยอ้างอิงจากรายงานของ StarNews และ Sports Donga เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2026 นิตยสารจากญี่ปุ่นฉบับนี้ได้อธิบายว่า V คือบุคคลที่บริษัททั่วโลกต่างต้องการตัว และได้ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมอย่างแบรนด์ความงามจากญี่ปุ่นอย่าง Yunth โดยมีรายงานว่าหลังจากแคมเปญ Ambassador ของ V ยอดผู้ติดตามใน Instagram ของ Yunth พุ่งสูงขึ้นถึง 2.5 เท่าภายในเดือนเดียว ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการโปรโมตก็ขายหมดอย่างรวดเร็ว ประเด็นสำคัญอยู่ที่ตัวชี้วัดนี้: การเพิ่มขึ้นของผู้ติดตามในช่วงเวลาที่กำหนดไม่ใช่แค่ความคลั่งไคล้ของแฟนคลับเท่านั้น แต่คือการขยายฐานผู้ชมของแบรนด์ที่สามารถวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม
รายงานฉบับเดียวกันยังเชื่อมโยงรูปแบบนี้เข้ากับ Champion ซึ่งได้ประกาศเปิดตัว V ในฐานะ Global Ambassador เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2026 โดยสื่อเกาหลีที่รายงานข่าวของ Toyo Keizai ระบุว่า ยอดการเข้าชมหน้าขายสินค้าเป้าหมายของ Champion พุ่งสูงจนเกินขีดจำกัดหลังจากมีข่าวนี้ออกมา และสินค้าที่ V สวมใส่ก็ขายหมดเกลี้ยงทั่วโลก แม้ว่ารายละเอียดเหล่านี้ควรจะถูกมองว่าเป็นสัญญาณผลกระทบจากแคมเปญมากกว่าข้อมูลยอดขายที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว แต่สิ่งเหล่านี้ก็แสดงให้เห็นว่าความร่วมมือด้านแฟชั่นสามารถขับเคลื่อนจากเพียงแค่การประกาศ ไปสู่พฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็วเพียงใด
อย่างไรก็ตาม ลำพังเพียงปฏิกิริยาบนโซเชียลมีเดียอาจไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมบริษัทต่างๆ ถึงยังคงเลือกกลับมาหา V ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหตุผลในเชิงพาณิชย์จะยิ่งชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อเรานำแคมเปญในอดีตมาเปรียบเทียบกับแคมเปญล่าสุด
งบประมาณค่ากาแฟที่บ่งบอกถึงมูลค่าทางการตลาด
Compose Coffee นำเสนอภาพรวมข้อมูลแบบอนุกรมเวลาที่ชัดเจนที่สุด เนื่องจากแคมเปญของ V ได้เปลี่ยนผ่านจากการสร้างกระแสไวรัลไปสู่การถกเถียงเรื่องงบประมาณที่จับต้องได้ โดย L'Officiel Singapore รายงานเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2024 ว่าการแต่งตั้ง V ช่วยดึงดูดผู้ใช้งานใหม่เข้าสู่แอป Compose Coffee มากกว่า 2 ล้านราย นั่นคือช่วงเวลาแห่งการสร้างความสนใจ (Attention phase) ซึ่งการใช้ K-pop endorsement สามารถเปลี่ยนมาเป็นพาดหัวข่าวเรื่องการเติบโตของแอป ช่วยให้แบรนด์มีช่องทางโดยตรงในการเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น
ต่อมาเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2026 Pulse โดย Maeil Business News Korea ได้รายงานตัวเลขในอีกรูปแบบหนึ่ง โดยงบประมาณโฆษณาที่ Compose Coffee เสนอสำหรับช่วงเดือนกรกฎาคม 2026 ถึงมิถุนายน 2027 มีมูลค่ารวม 7.35 พันล้านวอน ซึ่งรวมถึงงบ 5.4 พันล้านวอนสำหรับการตลาดแบรนด์ที่เน้น V เป็นหลัก และอีก 1.95 พันล้านวอนสำหรับโมเดลคนอื่น ๆ และแคมเปญอินฟลูเอนเซอร์ โดยบริษัทจะเป็นผู้รับผิดชอบประมาณ 4.4 พันล้านวอน ในขณะที่เจ้าของแฟรนไชส์จะต้องรับผิดชอบประมาณ 2.9 พันล้านวอน การแบ่งสัดส่วนนี้มีความสำคัญเพราะเป็นการเปลี่ยนมูลค่าของ V จากเรื่องของการประชาสัมพันธ์ไปสู่เศรษฐศาสตร์ของแฟรนไชส์ เนื่องจากเจ้าของแฟรนไชส์ถูกขอให้ร่วมสนับสนุนค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่ง เพราะการตลาดโดยใช้ศิลปินชื่อดังได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การแข่งขันของเครือร้านค้าไปแล้ว
แผนภูมิแท่งเปรียบเทียบงบประมาณโฆษณารวมของ Compose Coffee และส่วนแบ่งจากแฟรนไชส์ซี: 6.0 และ 2.0 พันล้านวอนในปี 2024 เทียบกับ 7.35 และ 2.9 พันล้านวอนในปี 2026 งบโฆษณา Compose Coffee: 2024 เทียบกับ 2026 02468 6.0B2.0B7.35B2.9B 20242026 ข้อเสนอ งบโฆษณารวม ส่วนแบ่งแฟรนไชส์ซี
หัวใจสำคัญอยู่ที่การเปรียบเทียบข้อมูลแบบอนุกรมเวลา (time-series comparison) โดยรายงานจาก Pulse เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2026 ระบุว่า งบประมาณโฆษณาทั้งหมดของ Compose Coffee ขยับจาก 6.0 พันล้านวอนในปี 2024 ซึ่งในขณะนั้นเหล่าแฟรนไชส์ซีรับผิดชอบอยู่ที่ 2.0 พันล้านวอน ไปสู่ตัวเลขที่เสนอไว้ที่ 7.35 พันล้านวอนในปี 2026 โดยมีการขอให้แฟรนไชส์ซีช่วยสนับสนุนประมาณ 2.9 พันล้านวอน ซึ่งนั่นหมายถึงงบประมาณรวมที่เพิ่มขึ้นถึง 22.5% และสัดส่วนการสมทบทุนของแฟรนไชส์ซีที่เพิ่มขึ้นถึง 45% แม้ว่าจะมีรายงานว่าภาระค่าใช้จ่ายต่อสาขาต่อเดือนจะลดลงจากประมาณ 90,000 วอน เหลือเพียง 80,000 วอนก็ตาม ทั้งนี้ บริษัทไม่ได้เพียงแค่ต้องการจ้างพรีเซนเตอร์ที่มีชื่อเสียงเท่านั้น แต่กำลังพยายามขยายขอบเขตของแคมเปญให้ครอบคลุมระบบที่ใหญ่ขึ้น ในขณะเดียวกันก็พยายามลดค่าใช้จ่ายรายเดือนเฉลี่ยในระดับสาขาลง
และนั่นคือจุดที่ความเสี่ยงซ่อนอยู่ โดย Pulse ตั้งข้อสังเกตว่าแฟรนไชส์ซีบางส่วนเริ่มตั้งคำถามว่าบริษัทได้เปิดเผยข้อมูลยอดขายที่เป็นรูปธรรมเพียงพอหรือไม่ หลังจากที่มีการจ้าง V เข้ามา ซึ่งกระแสการคัดค้านนี้ถือเป็นประโยชน์เพราะช่วยให้การวิเคราะห์ข้อมูลมีความโปร่งใส เพราะแม้พลังดึงดูดของ Star power จะสามารถสร้าง Traffic ได้ แต่เจ้าของแฟรนไชส์ต่างต้องการหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่า Traffic เหล่านั้นจะเปลี่ยนเป็นยอดขายที่กลับมาซื้อซ้ำในย่านชุมชนทั่วไป ไม่ใช่เพียงแค่ในสาขา Flagship หรือเกิดขึ้นเพียงแค่ในช่วงกระแสใน Social media เท่านั้น
ทำไมข้อมูลของ V ถึงส่งผลกระทบไปในหลายหมวดหมู่
จุดแข็งของ V คือความสามารถในการข้ามผ่านหมวดหมู่สินค้า (category mobility) โดย StarNews รายงานเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2026 ว่า Snow Peak Apparel มียอดขายทะลุ 200 ล้านวอนภายในวันเดียว ณ ห้างสรรพสินค้า Taikoo Li ในเมืองกวางโจว เพียงหนึ่งวันหลังจากการเปิดตัวเมื่อวันที่ 19 เมษายน ซึ่งบทความได้เชื่อมโยงความสำเร็จที่พุ่งสูงขึ้นนี้เข้ากับพลังในการเป็นนายแบบของ V นอกจากนี้ รายงานฉบับเดียวกันยังระบุว่า Teaser แคมเปญของ Compose Coffee มียอดเข้าชมสูงถึง 13 ล้านครั้งภายในวันเดียว และเมื่อปล่อยเวอร์ชันเต็มออกมาก็มียอดเข้าชมเกิน 61 ล้านครั้งภายในเวลาเพียง 5 วัน แม้ตัวเลขเหล่านี้จะไม่ใช่มาตรวัดประเภทเดียวกัน แต่เมื่อพิจารณาร่วมกันจะเห็นถึงกลไกของแคมเปญ (campaign funnel) ที่เริ่มจากการสร้างการรับรู้ (visibility) ตามด้วยแรงผลักดันด้านการค้า (retail pressure) และปิดท้ายด้วยการสร้างความจดจำต่อแบรนด์ (brand memory)
ฐานผู้ติดตามในโซเชียลมีเดียนั้นมีขนาดใหญ่จนน่าตกใจ โดย The Straits Times อ้างอิงข้อมูลจาก The Korea Herald รายงานเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2026 ว่า V มีผู้ติดตามบน Instagram แตะระดับ 75 ล้านคน ณ วันที่ 7 กรกฎาคม ซึ่งทำให้เขากลายเป็นศิลปินชายชาวเกาหลีคนแรกที่ทำสถิตินี้ได้ รายงานฉบับเดียวกันยังตั้งข้อสังเกตว่า หลังจากเปิดบัญชีในเดือนธันวาคม 2021 บัญชีของเขามีผู้ติดตามครบ 1 ล้านคนภายในเวลาเพียง 43 นาที และครบ 10 ล้านคนภายในเวลาไม่ถึง 5 ชั่วโมง ซึ่งทั้งสองสถิติต่างได้รับการรับรองจาก Guinness ข้อมูลความเร็วในการเปิดตัวในอดีตนี้ยังคงมีความสำคัญในปี 2026 เพราะมันช่วยอธิบายว่าทำไมแคมเปญแบรนด์ใหม่ๆ ในปัจจุบันจึงสามารถเริ่มต้นด้วยเครือข่ายการกระจายสื่อ (distribution network) ที่มีอยู่แล้ว แทนที่จะต้องเริ่มสร้างการรับรู้จากศูนย์
ยังมีอีกหนึ่งมิติที่สำคัญ นั่นคือหลักฐานเชิงประจักษ์ในโลกออฟไลน์ โดย StarNews รายงานเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมว่า ในช่วง Pre-opening ของ Compose Coffee ที่ไต้หวันเมื่อวันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมา มีลูกค้าต้องรอคิวเฉลี่ยถึงสองชั่วโมง และมียอดขายหนึ่งแก้วในทุกๆ 20 วินาที นอกจากนี้ ในบทความเดียวกันยังระบุว่า Yunse มียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 311% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม หลังจากที่ได้เลือก V มาเป็น Global Ambassador ในเดือนตุลาคม 2025 ตัวเลขเหล่านี้มีน้ำหนักมากกว่าคำนิยามทั่วไปอย่างคำว่า "ยอดนิยม" หรือ "ฮอต" เพราะเป็นการระบุทั้งช่วงเวลาและหน่วยวัดความต้องการที่ชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรนำการเปรียบเทียบนี้มาสรุปเหมารวมว่าเป็นสูตรสำเร็จของ V เพียงหนึ่งเดียว เพราะกลุ่มผู้ติดตามด้านความงาม, ผู้ใช้งานแอปพลิเคชันกาแฟ, การขายสินค้า Sportswear จนหมดสต็อก และมูลค่าในสื่อ Luxury ต่างก็มีกลไกการทำงานที่แตกต่างกัน สิ่งที่เชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกันคือ "ความเร็ว" โดย V สามารถย่นระยะเวลาระหว่างการเปิดตัวแคมเปญไปจนถึงการตอบสนองของผู้บริโภคให้สั้นลงได้อย่างมหาศาล
โมเดลการเป็น Endorser รูปแบบใหม่ของ K-Pop
บทเรียนที่กว้างกว่านั้นสำหรับอุตสาหกรรมคือ การเป็น Endorser ในแบบ K-pop กำลังกลายเป็นกลยุทธ์แบบ Portfolio โดยศิลปินเดี่ยวที่มีฐานแฟนคลับทั่วโลกสามารถทำหน้าที่ได้หลายอย่างในเวลาเดียวกัน ทั้งในฐานะเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการรับรู้ (Awareness engine), สินทรัพย์ทางคอนเทนต์ (Content asset), ช่องทางการกระจายผ่านโซเชียล (Social distribution channel) และตัวจุดชนวนยอดขายในภาคค้าปลีก (Retail trigger) ทั้งนี้ แผนผังแคมเปญในปี 2026 ของ V ประกอบไปด้วยแบรนด์อย่าง Champion, Celine, Cartier, Coca-Cola, HiteJinro, Snow Peak Apparel, Paradise City, Compose Coffee, TIRTIR, Yunth และแบรนด์อื่นๆ ตามที่มีสื่อเกาหลีรายงานเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม แม้ขอบเขตของแบรนด์จะกว้างขวาง แต่กลยุทธ์เบื้องหลังนั้นมีความสอดคล้องกันอย่างยิ่ง
กลยุทธ์ดังกล่าวส่งผลดีต่อเอเจนซีที่สามารถนำข้อมูล (data) มาใช้ในการสร้างแพ็กเกจให้กับศิลปินได้ ซึ่งการวางกรอบแนวคิดของ HYBE จาก Toyo Keizai นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งในจุดนี้ เพราะหากมองศิลปินเป็นเพียงแค่คนดัง การเป็นพรีเซนเตอร์ก็จะยังคงเป็นเพียงแค่การทำสัญญาเพื่อภาพลักษณ์เท่านั้น แต่หากมองว่าพวกเขาคือชุมชนที่สามารถวัดผลได้ การเป็นพรีเซนเตอร์จะกลายเป็นการสร้างช่องทางการเข้าถึงตลาดในรูปแบบหนึ่ง ซึ่ง V คือศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลงนี้ เนื่องจากแคมเปญของเขาสามารถสร้างตัวเลขที่แบรนด์ต่างๆ สามารถนำไปรายงานต่อสำนักงานใหญ่, แฟรนไชส์ซี และเหล่านักลงทุนได้
"V effect" จะทรงพลังที่สุดเมื่อถูกวัดผลผ่านพฤติกรรม ไม่ใช่เพียงแค่กระแสเสียง (noise)
สำหรับวงการ K-pop ความแตกต่างนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากตลาดโลกเริ่มเต็มไปด้วยการประกาศตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์ จนทำให้เพียงแค่ชื่อเสียง (prestige) อย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป แคมเปญที่จะมีความสำคัญที่สุดในปี 2027 คือแคมเปญที่สามารถแสดงให้เห็นว่าความสนใจของแฟนด้อมสามารถเปลี่ยนไปเป็นฐานผู้ชมที่ครอบครองได้ (owned audiences), การติดตั้งแอปพลิเคชัน, ยอดขายสินค้า (sell-through), การเข้าใช้บริการหน้าร้าน หรือแม้แต่การลดต้นทุนในการหาลูกค้าใหม่ (customer-acquisition costs) กระแสล่าสุดของ V จึงมีความสำคัญ เพราะมันได้มอบกรณีศึกษาที่เห็นภาพชัดเจนให้กับอุตสาหกรรมเกี่ยวกับช่วงเปลี่ยนผ่านดังกล่าว
ก้าวต่อไปคืออะไร
บททดสอบถัดไปคือความโปร่งใส แบรนด์ต่างๆ จะยังคงเดินหน้าเข้าหา V อย่างต่อเนื่องเพราะสัญญาณที่ปรากฏนั้นแข็งแกร่งมาก ไม่ว่าจะเป็นยอดผู้ติดตามใน Instagram ที่สูงถึง 75 ล้านคน ณ วันที่ 7 กรกฎาคม, รายงานการเติบโตของผู้ติดตาม Yunth ที่พุ่งสูงขึ้นถึง 2.5 เท่าภายในเดือนเดียว, ข้อเสนอจาก Compose Coffee มูลค่า 7.35 พันล้านวอนสำหรับรอบปี 2026-2027 รวมถึงวิดีโอแคมเปญที่มียอดเข้าชมหลายสิบล้านครั้งภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน อย่างไรก็ตาม ในอนาคตตลาดจะเริ่มเรียกร้องข้อมูลการเปลี่ยนเป็นยอดขาย (conversion data) ที่ชัดเจนและแม่นยำยิ่งขึ้น
หากบริษัทต่างๆ สามารถเชื่อมโยงตัวเลขเหล่านี้เข้ากับการซื้อซ้ำและยอดขายในแต่ละภูมิภาคได้ การก้าวขึ้นเป็น Ambassador ของ V จะกลายเป็นต้นแบบสำหรับการตลาด K-pop ระดับพรีเมียม แต่หากไม่สามารถทำได้ ข้อมูลชุดเดียวกันนี้อาจกลายเป็นชนวนให้เกิดคำถามที่รุนแรงยิ่งขึ้นจากเจ้าของแฟรนไชส์และผู้ถือหุ้น ไม่ว่าจะเป็นทางใดก็ตาม เรื่องราวนี้ได้ก้าวข้ามผ่านการเฉลิมฉลองในหมู่ Fandom ไปแล้ว เพราะในขณะนี้มันคือเรื่องของการที่ฐานผู้ชมของศิลปิน K-pop กำลังถูกตีมูลค่า วัดผล และถูกแย่งชิงพื้นที่ในตลาดผู้บริโภคทั่วโลก
คุณรู้สึกอย่างไรกับบทความนี้?
저작권자 © KEnterHub 무단전재 및 재배포 금지

Entertainment Journalist · KEnterHub
Entertainment journalist focused on Korean music, film, and the global K-Wave. Reports on industry trends, celebrity profiles, and the intersection of Korean pop culture and international audiences.
ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น