ทำไมเหล่าดาว K-Content ถึงบอกว่า AI ยังคงต้องการหัวใจของมนุษย์

|อ่าน 8 นาที0
ทำไมเหล่าดาว K-Content ถึงบอกว่า AI ยังคงต้องการหัวใจของมนุษย์

เวทีเสวนาด้านบันเทิงในกรุงโซล ได้เปลี่ยนหนึ่งในคำถามทางเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดของ K-content ให้กลายเป็นคำถามเชิงมนุษยธรรม: หาก Artificial Intelligence สามารถเลียนแบบใบหน้า เสียง และสไตล์การผลิตได้ แล้วอะไรคือสิ่งที่ยังทำให้การแสดงดูมีชีวิตชีวา? ในงาน K Forum ประจำปี 2026 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ณ Conrad Seoul ใน Yeouido Hwang Chansung สมาชิกวง 2PM และนักแสดงหนุ่ม พร้อมด้วยผู้กำกับภาพยนตร์ Lee Jae-kyu ได้ร่วมถกเถียงกันว่า แม้ AI จะสามารถขยายขอบเขตของวงการบันเทิงเกาหลีได้ แต่ก็ไม่สามารถทดแทน "ความร้อนแรงของมนุษย์" ที่ทำให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกร่วมได้

เซสชันนี้ถูกจัดขึ้นภายใต้แนวคิดเรื่อง Intellectual Property ของ K-star ในยุค AI โดยได้นำเสนอมุมมองที่มีประโยชน์จากสองฝั่ง Hwang ได้พูดในฐานะศิลปินที่ภาพลักษณ์และอาชีพของเขาสามารถกลายเป็น Data ได้ในปัจจุบัน ในขณะที่ Lee ได้พูดในฐานะผู้กำกับที่เฝ้ามอง AI เปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียงสิ่งแปลกใหม่ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนการผลิต การสนทนาของทั้งคู่ได้สะท้อนถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการบันเทิงเกาหลี นั่นคืออุตสาหกรรมนี้ไม่ได้กำลังถกเถียงกันอีกต่อไปว่า AI จะเข้ามาในกระบวนการสร้างสรรค์หรือไม่ แต่กำลังถกเถียงกันว่าจะใช้งานมันอย่างไรโดยไม่ทำลายความเชื่อมั่นระหว่างศิลปิน ผู้สร้างสรรค์ และเหล่าแฟนคลับ

จังหวะเวลานี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากบริษัทในเกาหลีใต้ต่างเริ่มทดลองสร้างคอนเทนต์ที่เน้น AI กันแล้ว โดยการรายงานข่าวที่เกี่ยวข้องกับงานฟอรัมนี้ได้เน้นย้ำถึงแผนงานของ EO Contents Group ที่อธิบายว่าเป็นรูปแบบซีรีส์ AI แบบซีซันแรกของเกาหลี ซึ่งจะมีลักษณะเป็นตอนสั้นๆ ใช้การแสดงโดย AI human และมีโลกของเรื่องราวที่สามารถขยายต่อได้ สิ่งนี้ทำให้บรรยากาศในฟอรัมไม่ได้รู้สึกเหมือนเป็นเพียงการประชุมทฤษฎีที่ห่างไกล แต่เหมือนเป็นการพรีวิวสนามรบแห่งการผลิตคอนเทนต์ในยุคถัดไปมากกว่า

กรณีศึกษาของ Hwang Chansung กับเหตุผลที่ต้องมีมนุษย์อยู่จริง

Hwang เริ่มต้นจากการพูดในจุดที่แฟนๆ K-pop เข้าใจได้ทันที นั่นคือการแสดงสด (live performance) เขาได้อ้างถึงคอนเสิร์ตที่ Tokyo Dome เมื่อไม่นานมานี้ของ 2PM เพื่อฉลองครบรอบ 15 ปีของวงในญี่ปุ่น และกล่าวว่าการตอบรับจากต่างประเทศนั้นให้ความรู้สึกที่แตกต่างจากช่วงปีแรกๆ ที่วงออกไปทำกิจกรรมต่างแดนอย่างเห็นได้ชัด ประเด็นของเขาไม่ใช่แค่เรื่องที่ว่า K-pop เติบโตขึ้นจนยิ่งใหญ่ขึ้นเท่านั้น แต่คือการที่วัฒนธรรมเกาหลีในปัจจุบันมีตัวตนที่สัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่สถานที่จัดคอนเสิร์ตไปจนถึงร้านค้าในต่างประเทศที่ผลิตภัณฑ์เกาหลีเข้าไปครองพื้นที่จนเป็นที่จดจำ

ข้อสังเกตดังกล่าวทำให้ความเห็นเรื่อง AI ของเขามีน้ำหนักมากขึ้น ความบันเทิงของเกาหลีกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกไม่ใช่เพราะความมีประสิทธิภาพ แต่เป็นเพราะแฟนๆ ได้ผูกพันกับเสียง ท่าทาง ความผิดพลาด ความอดทน และประวัติศาสตร์ทางอารมณ์ที่เฉพาะตัว คุณค่าของสตาร์คนหนึ่งไม่ได้อยู่แค่เพียงภาพที่ปรากฏบนหน้าจอ แต่คือการได้รับรู้ว่ามีมนุษย์ที่มีตัวตนจริงๆ ยืนอยู่บนเวที เป็นผู้แบกรับฉากนั้นๆ กล้าที่จะเสี่ยง และร่วมสร้างความทรงจำกับผู้ชมผ่านกาลเวลา

Hwang ไม่ได้ปฏิเสธเทคโนโลยี โดยเขากล่าวว่าการได้สัมผัสกับโฆษณาที่ใช้ AI ในช่วงแรกนั้นให้ความรู้สึกที่แปลกใหม่ โดยเฉพาะความเป็นไปได้ในการถ่ายทำโฆษณาให้เสร็จสิ้นโดยไม่ต้องลงไปถ่ายทำจริงในทุกเฟรม อย่างไรก็ตาม เขาก็ได้ระบุถึงความกังวลที่นักแสดงหลายคนต่างมีร่วมกัน นั่นคือหากใบหน้าหรือร่างกายของนักแสดงสามารถถูกสร้างขึ้นใหม่ได้ผ่านข้อมูลดิจิทัล กฎเกณฑ์ด้านสิทธิ์ การยินยอม และการใช้งานก็จำเป็นต้องมีความชัดเจนมากขึ้น หากปราศจากกรอบการทำงานดังกล่าว AI อาจเปลี่ยนอัตลักษณ์ของซุปเปอร์สตาร์ให้กลายเป็นทรัพยากรที่ผู้อื่นสามารถนำไปแสวงหาผลประโยชน์ได้

ความแตกต่างในจุดนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในวงการ K-entertainment เนื่องจากศิลปินมักจะเป็นศูนย์กลางทางอารมณ์ของระบบนิเวศทางธุรกิจทั้งหมด เหล่า Fandom ต่างพากันซื้ออัลบั้ม รับชมซีรีส์ ไปคอนเสิร์ต และติดตามการสัมภาษณ์ เพราะพวกเขาเชื่อมั่นในตัวบุคคลที่อยู่เบื้องหลังคอนเทนต์นั้นๆ หากรูปลักษณ์ของนักแสดงหรือภาพลักษณ์ของ Idol ปรากฏขึ้นโดยไม่มีการอนุญาตอย่างโปร่งใส ประเด็นนี้จะไม่ใช่แค่เรื่องทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นการสั่นคลอนพันธสัญญาทางอารมณ์ที่เหล่า Fandom ยึดถือไว้ด้วย

ประเด็นที่หนักแน่นที่สุดของ Hwang คือเรื่องของพลังจากการทำงานจริง โดยเขาโต้แย้งว่าความร้อนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อศิลปินต้องเสียเหงื่อบนเวที หรือนักแสดงที่ต้องทุ่มเทอย่างหนักในแต่ละฉาก คือสิ่งที่ถูกบันทึกไว้บนหน้าจอในรูปแบบที่ผู้ชมสามารถสัมผัสได้ แม้ผลลัพธ์ที่ได้อาจจะไม่สมบูรณ์แบบในเชิงเทคนิค แต่ความไม่คาดฝันนั้นเองที่ทำให้มันดูมีชีวิตชีวา ในมุมมองของเขา AI อาจเลียนแบบเปลือกนอกของการแสดงได้ แต่ไม่สามารถพรากพลังที่สร้างขึ้นโดยมนุษย์ในชั่วขณะหนึ่งไปได้อย่างสมบูรณ์

Lee Jae-kyu มองว่า AI เป็นเพียงเครื่องมือที่มีขีดจำกัด

ผู้กำกับ Lee Jae-kyu ได้ขยายขอบเขตการพูดคุยจากการเปรียบเทียบรูปลักษณ์ของเหล่า Celebrity ไปสู่โครงสร้างการผลิต โดยเขาเสนอว่าเมื่อข้อมูลดิจิทัลของ Performer พร้อมใช้งานแล้ว ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะสามารถสร้างคอนเทนต์ได้หลากหลายรูปแบบรอบตัวพวกเขา สำหรับ Producer แล้ว ความเป็นไปได้นี้เป็นเรื่องที่ชัดเจนมาก เพราะทั้ง Digital doubles, เวอร์ชันทางเลือก, สินทรัพย์สำหรับงานโฆษณา, การทำ Localization ไปจนถึงการต่อยอดเป็น Short-form content ทั้งหมดนี้จะสามารถทำได้รวดเร็วและมีต้นทุนที่ถูกลง

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดของ Lee ไม่ใช่เรื่องของความเร็ว แต่เขาได้เปรียบเทียบความสามารถของ AI ในการจัดระเบียบรูปแบบต่างๆ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ กับความไม่สมบูรณ์อันแปลกประหลาดของผลงานที่สร้างโดยมนุษย์ เรื่องราวที่มนุษย์สร้างขึ้นมักมีความย้อนแย้ง มีช่องว่าง และมีช่วงเวลาที่ไม่ได้วางแผนไว้ สำหรับเขาแล้ว ความไม่สมบูรณ์แบบนั้นคือจุดที่ทำให้เกิดความอบอุ่นทางความคิดสร้างสรรค์ และยังเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ Korean dramas และภาพยนตร์เกาหลีประสบความสำเร็จในระดับสากล เพราะพวกเขากล้าที่จะผสมผสานความจริงใจ ความเก้อเขิน อารมณ์ขัน ความเจ็บปวด และ Melodrama เข้าด้วยกัน โดยไม่พยายามขัดเกลาทุกอย่างจนเนียนกริบจนเกินไป

ความเห็นของ Lee ยังได้วางตำแหน่งของ AI ไว้ท่ามกลางการเติบโตของ Korean storytelling ในระดับโลก ซีรีส์เกาหลีสามารถเข้าถึงผู้ชมกลุ่มใหญ่บน Streaming platforms ได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าตัวละครและอารมณ์แบบเกาหลีสามารถยืนอยู่เป็นศูนย์กลางของ Pop culture ทั่วโลกได้ ความท้าทายในตอนนี้คือการขยายตัว หาก AI ช่วยให้ทีมผลิตขนาดเล็กสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่มีความทะเยอทะยานมากขึ้นได้ มันก็อาจช่วยลดอุปสรรคในการทำงานลง แต่หากมันกลับส่งเสริมการผลิตคอนเทนต์ที่ว่างเปล่าออกมาเป็นจำนวนมาก มันก็อาจจะไปลดทอนคุณค่าที่เป็นหัวใจสำคัญซึ่งทำให้ K-content มีอิทธิพลมาจนถึงทุกวันนี้

ทั้ง Hwang และ Lee ต่างชี้ให้เห็นถึงการอยู่ร่วมกันมากกว่าการปฏิเสธ โดยระบุว่า AI สามารถเป็นประโยชน์อย่างมากในฉากแอ็กชันที่อันตราย ฉากอุบัติเหตุ และสภาพแวดล้อมในการผลิตที่ต้องใช้พละกำลังสูง นอกจากนี้ยังสามารถช่วยปกป้องนักแสดง ช่วยทดสอบไอเดียด้าน Visual หรือทำให้โปรเจกต์บางอย่างเป็นไปได้ด้วยทรัพยากรที่น้อยลง คำถามที่สำคัญกว่าจึงไม่ใช่การที่ว่าควรใช้ AI หรือไม่ แต่คือจุดไหนที่บทบาทและการตัดสินใจของมนุษย์ต้องเป็นสิ่งที่ไม่อาจต่อรองได้

นั่นหมายความว่าเหล่านักแสดงควรเป็นผู้ควบคุม Digital Likeness ของตนเอง ผู้กำกับควรเป็นผู้ตัดสินใจว่าเหตุใด AI จึงควรถูกนำมาใช้ในฉากนั้นๆ โปรดิวเซอร์ควรเปิดเผยเมื่อการแสดงนั้นมีการใช้ AI เข้ามาช่วยหรือเป็นแบบ Synthetic และผู้ชมไม่ควรถูกคาดหวังให้สร้างความเชื่อมั่นทางอารมณ์กับสิ่งที่ถูกปิดบังเรื่องที่มาของผู้สร้างเอาไว้

แผนการสร้างซีรีส์ AI คือบททดสอบสำคัญของการถกเถียงนี้

ประเด็นการพูดคุยเริ่มมีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น เมื่อ EO Contents Group ได้นำเสนอแผนการสร้างซีรีส์ AI แบบซีซัน ซึ่งรวมถึงเรื่อง Soon, Night Falls และ Soon, We Go to Work โดยโปรเจกต์เหล่านี้ถูกอธิบายว่าเป็น Short-form drama ที่มีความยาวตอนละ 5 นาที จำนวน 10 ตอนต่อหนึ่งเรื่อง และเน้นไปที่ความต่อเนื่องของเนื้อเรื่อง มีรายงานว่าหนึ่งในโปรเจกต์เป็นแนว Suspense Thriller ที่มีฉากหลังเป็นเรือนจำ ในขณะที่กลยุทธ์ในภาพรวมจะมุ่งเน้นไปที่การสร้างโลกแห่งเรื่องราวที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งสามารถขยายตัวต่อไปได้อย่างไม่สิ้นสุด

ทางบริษัทได้อธิบายถึงแนวทางของตนเองว่าเป็นคอนเทนต์ AI ที่ให้ความสำคัญกับเนื้อเรื่องเป็นอันดับแรก (story-first AI content) โดยใช้เทคโนโลยีนี้ในฐานะคู่หูทางความคิดสร้างสรรค์ มากกว่าจะเป็นเพียงลูกเล่นชั่วครั้งชั่วคราว นอกจากนี้ยังมีการระบุถึงกระบวนการเรียนรู้ของ AI ที่อ้างอิงจากข้อมูลกล้ามเนื้อใบหน้าและการแสดงออกทางสีหน้า เพื่อมุ่งหวังที่จะทำให้การแสดงของ AI ดูเป็นธรรมชาติเหมือนมนุษย์มากขึ้น รายละเอียดเหล่านี้เป็นการแก้จุดอ่อนสำคัญที่ผู้ชมหลายคนสังเกตเห็นในวิดีโอ AI นั่นคือ แม้มันจะดูน่าประทับใจเพียงชั่วขณะ แต่บ่อยครั้งมักจะมีปัญหาเรื่องความต่อเนื่องทางอารมณ์เมื่อเวลาผ่านไป

ดังนั้น การสร้างซีรีส์ AI ตามฤดูกาลจึงถือเป็นบททดสอบที่จริงจัง เพราะรายการโทรทัศน์นั้นต้องพึ่งพาความทรงจำ ผลลัพธ์ที่ตามมา และการสะสมทางอารมณ์ ผู้ชมจำเป็นต้องเชื่อว่าตัวละครหนึ่งๆ ได้แบกรับบาดแผลจากเมื่อวานมาสู่การตัดสินใจในวันนี้ หาก AI สามารถสนับสนุนจุดนี้ได้ มันอาจกลายเป็นเครื่องมือในการผลิตที่มีความหมาย แต่หากทำไม่ได้ ผลลัพธ์ที่ได้อาจให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเพียงเศษเสี้ยวที่ถูกขัดเกลามาอย่างดี มากกว่าที่จะเป็นละครเรื่องหนึ่ง

ความทะเยอทะยานที่มีการรายงานออกมานั้นถือว่ายิ่งใหญ่มาก โดยมีการกล่าวถึงแผนงานซีรีส์ "Soon" ที่กว้างขวางในระดับ 127 โปรเจกต์ ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าทำไมเหล่าโปรดิวเซอร์ถึงให้ความสนใจ เพราะฟอร์แมตสั้นๆ ที่ได้รับความช่วยเหลือจาก AI สามารถสร้างขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ปรับให้เข้ากับท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และกระจายไปยังกลุ่มผู้ชมผ่านมือถือได้ง่าย แต่ขนาดของโปรเจกต์นั้นไม่ใช่สิ่งเดียวกับความภักดีของผู้ชม แฟนๆ K-drama อาจจะลองเปิดใจให้กับฟอร์แมตใหม่ๆ แต่พวกเขาจะยังคงอยู่ต่อก็ต่อเมื่อตัวละครนั้นมีความเฉพาะตัวและสามารถเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกได้อย่างแท้จริง

นี่คือจุดที่คำเตือนของ Hwang และ Lee มีความสำคัญอย่างยิ่ง หากเนื้อหาที่สร้างโดย AI มีเพียงแค่ปริมาณที่ล้นหลาม มันจะกลายเป็นสิ่งที่ถูกใช้แล้วทิ้ง แต่หาก AI สามารถช่วยให้เหล่า Creator เข้าถึงรูปแบบใหม่ๆ ในขณะที่ยังคงรักษาความเป็นเจ้าของผลงาน (Authorship) และความจริงทางอารมณ์เอาไว้ได้ มันก็อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Korean Wave ระลอกถัดไป

ก้าวต่อไปของ K-Content

บทสรุปที่ชัดเจนที่สุดจากงาน 2026 K Forum คือวงการบันเทิงเกาหลีใต้กำลังพยายามที่จะนิยามความหมายของ AI ก่อนที่ AI จะเข้ามานิยามตัวตนของพวกเขา โดย Hwang ได้มอบแนวทางให้เหล่า Performer ในการปรับตัวและปกป้องตนเอง ในขณะที่ Lee ได้มอบเครื่องมือให้เหล่า Creator ได้ทดลองสิ่งใหม่ๆ โดยไม่ต้องสูญเสียคุณค่าของความไม่สมบูรณ์แบบที่เป็นมนุษย์ (Human Imperfection) ซึ่งตลาด AI Drama ที่กำลังก่อตัวขึ้นนี้ จะเป็นบททดสอบว่าแนวคิดเหล่านี้จะสามารถอยู่รอดภายใต้แรงกดดันทางการค้าได้หรือไม่

สำหรับเหล่าแฟนคลับ ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวเลย เพราะ Fandom ของ K-pop และ K-drama นั้นถูกสร้างขึ้นจาก "การรับรู้ถึงตัวตน" ไม่ว่าจะเป็นเสียงที่สั่นเครือ, สายตาที่ส่งมา, คลิปการซ้อม, การอ่านบท, นิสัยบนเวที หรือโมเมนต์เบื้องหลังที่ช่วยยืนยันว่าศิลปินคนนั้นได้อยู่ตรงนั้นจริงๆ แม้ AI จะสามารถเลียนแบบแพทเทิร์นต่างๆ ได้ แต่ Fandom มักจะไม่ก่อตัวขึ้นเพียงเพราะแพทเทิร์นเท่านั้น แต่ก่อตัวขึ้นจาก "การมีอยู่" (Presence) ของศิลปิน

นั่นคือเหตุผลว่าทำไม Live Events อาจกลายเป็นสิ่งที่มีมูลค่ามากขึ้น ในขณะที่ Digital Content สามารถสร้างขึ้นได้ง่ายขึ้น ทั้งคอนเสิร์ต, Fan Meeting, การสัมภาษณ์, การซ้อม และฟุตเทจเบื้องหลังการถ่ายทำ สิ่งเหล่านี้คือหลักฐานของความพยายาม ซึ่งช่วยย้ำเตือนผู้ชมว่า คนที่พวกเขาติดตามนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาพลักษณ์ แต่คือคนทำงาน คือศิลปิน และคือบุคคลสาธารณะที่กำลังตัดสินใจและลงมือทำในเวลาจริง

ในขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมก็ไม่สามารถมองข้าม AI ไปได้ อนาคตที่เกิดขึ้นจริงน่าจะเป็นรูปแบบ Hybrid นั่นคือการใช้ AI สำหรับขั้นตอน Previsualization, ความปลอดภัย, การทำ Localization, การสร้าง Secondary content และรูปแบบที่เป็นการทดลองใหม่ๆ ในขณะที่มนุษย์จะยังคงทำหน้าที่ในส่วนของ Consent, การสร้างความหมาย, การแสดง (Performance) และการตัดสินใจในเชิงสร้างสรรค์ขั้นสุดท้าย ผู้ชนะในเกมนี้จะเป็นบริษัทที่ใช้ AI เพื่อสนับสนุนการเล่าเรื่องที่เข้าถึงอารมณ์ (Emotional storytelling) มากกว่าที่จะใช้มันเพื่อแทนที่ความรู้สึกด้วยความว่างเปล่าที่ดูสมบูรณ์แบบจนเกินไป

แม้ว่างานฟอรัมครั้งนี้จะไม่ได้ให้คำตอบสำหรับทุกคำถามเกี่ยวกับข้อกฎหมาย จริยธรรม หรือแนวทางปฏิบัติในการผลิต แต่ก็ได้ช่วยทำให้เห็นถึงเดิมพันที่สำคัญ AI สามารถสร้าง Content ได้รวดเร็วและเนียนตาขึ้น แต่เหตุผลที่ K-content ทรงพลังนั้น เป็นเพราะมันมักจะให้ความรู้สึกที่เข้าถึงตัวตน มีความเปราะบาง และมีความจริงใจ (Direct) ซึ่งก้าวต่อไปของ Korean wave อาจขึ้นอยู่กับว่า อุตสาหกรรมจะสามารถรักษาความจริงใจในส่วนที่สองนี้ไว้ได้หรือไม่ ในขณะที่นำความรวดเร็วจากส่วนแรกมาใช้

คุณรู้สึกอย่างไรกับบทความนี้?

저작권자 © KEnterHub 무단전재 및 재배포 금지

Park Chulwon
Park Chulwon

Entertainment Journalist · KEnterHub

Entertainment journalist focused on Korean music, film, and the global K-Wave. Reports on industry trends, celebrity profiles, and the intersection of Korean pop culture and international audiences.

K-PopK-DramaK-MovieKorean CelebritiesGlobal K-Wave

ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

กำลังโหลด...

การพูดคุย

กำลังโหลด...

บทความที่เกี่ยวข้อง

ไม่มีบทความที่เกี่ยวข้อง