Jisoo มอง 10 ปี BLACKPINK และพลังความหายากของ K-Pop
ความทรงจำตลอด 10 ปีชี้ให้เห็นว่า BLACKPINK เปลี่ยนการปล่อยผลงานที่น้อยกว่าให้เป็นดีมานด์ระดับโลกได้อย่างไร

การย้อนรำลึกถึงช่วงเวลา 10 ปีของ Jisoo เปลี่ยนวันครบรอบของ BLACKPINK ให้กลายเป็นสัญญาณสำคัญของตลาด
เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม W Korea ได้ปล่อยวิดีโอสัมภาษณ์ตัวใหม่ ซึ่ง Jisoo ได้ย้อนมองภาพถ่ายในยุคเดบิวต์ของ BLACKPINK, ความรู้สึกต่อคอนเสิร์ตที่ Seoul เมื่อเร็วๆ นี้ และความรู้สึกอันเปี่ยมล้นเมื่อเดินทางมาถึงทศวรรษร่วมกัน หากมองเพียงผิวเผิน เรื่องราวต้นทางนี้ดูเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย: สมาชิกหนึ่งคนกำลังนั่งดูคลิปเก่าๆ หัวเราะให้กับความเงียบในคอนเสิร์ต และกล่าวขอบคุณ BLINKs ที่ยังคงอยู่เคียงข้างวง แต่ความสำคัญของมันนั้นยิ่งใหญ่กว่านั้น เพราะปีที่ 10 ของ BLACKPINK กำลังทำหน้าที่เป็นกรณีศึกษาว่า ศิลปิน K-pop จะสามารถรักษาความเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมไว้ได้อย่างไร ในขณะที่ปล่อยผลงานเพลงน้อยกว่าคู่แข่งรุ่นใหม่ๆ
ช่วงครบรอบของ BLACKPINK สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของวงจากวัฏจักรไอดอลที่ต้องปล่อยผลงานถี่ ไปสู่แฟรนไชส์ระดับโลกที่ยืนระยะได้ยาวนาน ประเด็นนี้ไม่ได้มีเพียงความคิดถึงเป็นฐานรองรับ แต่ยังมีข้อมูลการแสดงผลลัพธ์ ทั้งยอดขายอัลบั้ม หน่วยบนชาร์ตสหรัฐฯ หลักไมล์บน YouTube และรายได้ทัวร์ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าสมาชิกทั้งสี่เปลี่ยนความหายากให้กลายเป็นขนาดทางตลาดได้อย่างไร
ทำไมการครบรอบครั้งนี้จึงให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไป
คำพูดของ Jisoo นั้นส่งผลกระทบอย่างมาก เพราะเรื่องราวการเดบิวต์ของ BLACKPINK นั้นมีความกระชับอย่างไม่ธรรมดา วงเดบิวต์เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2016 ภายใต้สังกัด YG Entertainment และสร้างแบรนด์ขึ้นอย่างรวดเร็วผ่านการปล่อยผลงานที่น้อยกว่า แต่เน้นภาพลักษณ์ระดับพรีเมียมและคุณค่าในการรับชมซ้ำที่สูงอย่างน่าเหลือเชื่อ กลยุทธ์ดังกล่าวทำให้ทุกการ Comeback รู้สึกเหมือนเป็นเหตุการณ์สำคัญระดับโลก แต่มันก็สร้างความเสี่ยงเช่นกัน เพราะช่วงว่างที่ยาวนานอาจทำให้ความสนใจจากกลุ่มคนฟังทั่วไปลดน้อยลง หากฐานแฟนคลับไม่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
การฉลองครบรอบ 10 ปี ได้เปลี่ยนมุมมองในการคำนวณครั้งนี้ไปอย่างสิ้นเชิง ในวิดีโอของ W Korea นั้น Jisoo ได้ย้อนรำลึกถึงความสงสัยในอดีตว่าสมาชิกทั้ง 4 คนจะเป็นอย่างไรต่อไป พร้อมกล่าวว่าในตอนนี้วงรู้สึกราวกับว่าได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรุ่นใหญ่ตามที่เคยจินตนาการไว้แล้ว ซึ่งนี่ไม่ใช่เพียงแค่ความสำเร็จส่วนบุคคลเท่านั้น แต่หากมองในบริบทของ K-pop นี่คือเรื่องราวการอยู่รอดในยุคสัญญาจ้างที่หาได้ยากยิ่ง เพราะเกิร์ลกรุ๊ปหลายวงมักจะขึ้นสู่จุดสูงสุดในเชิงพาณิชย์ก่อนจะถึงปีที่ 7 แล้วหลังจากนั้นก็แยกย้ายกันไปเดินเส้นทางโซโล่
แต่ลำพังเพียงความยืนยาวของวงอาจเป็นเพียงเรื่องราวที่ดูเบาบาง หากไม่มีตัวเลขมาสนับสนุน
ข้อมูลสำคัญที่ต้องพิจารณาคืออัตราการเร่งยอดขายอัลบั้มของวง โดย The Korea Times รายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจาก Hanteo Chart ว่าอัลบั้มสตูดิโอชุดแรกของ BLACKPINK อย่าง The Album มียอดขาย 690,000 ก๊อปปี้ภายในสัปดาห์แรกในปี 2020 และในอีกสองปีต่อมา Born Pink ก็มียอดขายมากกว่า 1.54 ล้านก๊อปปี้ภายในสัปดาห์แรกเช่นกัน ตามข้อมูลจาก Hanteo ที่ YG Entertainment ได้อ้างถึงเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2022 การก้าวกระโดดดังกล่าวมีความสำคัญมาก เพราะมันแสดงให้เห็นว่า BLACKPINK ไม่ได้เพียงแค่รักษาความต้องการของแฟนคลับไว้ได้ในช่วงที่เว้นว่างจากการปล่อยผลงาน แต่กลุ่มศิลปินนี้สามารถขยายฐานผู้ซื้อให้เพิ่มมากขึ้นระหว่างการปล่อยอัลบั้มเต็มแต่ละชุดด้วย
ตัวเลขเบื้องหลังโมเดลความหายาก (Scarcity Model)
วิธีที่ชัดเจนที่สุดในการทำความเข้าใจเส้นทางตลอดทศวรรษของ BLACKPINK คือการเปรียบเทียบดัชนีชี้วัดที่แข็งแกร่งที่สุดของวงในช่วงเวลาต่างๆ โดยในปี 2020 The Album มียอดขายผ่าน Hanteo ในสัปดาห์แรกถึง 690,000 ก๊อปปี้ แต่ในปี 2022 Born Pink สามารถทำยอดขายได้มากกว่า 1.54 ล้านก๊อปปี้ ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นประมาณ 850,000 ก๊อปปี้ หรือคิดเป็นประมาณ 123% ในช่วงเวลาการขายที่เท่ากัน สำหรับวงที่ยืนอยู่ในตำแหน่งระดับแถวหน้าของตลาดอยู่แล้ว การเติบโตในลักษณะนี้บ่งชี้ว่าฐานแฟนคลับทั่วโลกไม่ได้เพียงแค่รับฟังผ่านการ streaming เท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนมาเป็นความต้องการซื้ออัลบั้มในรูปแบบ physical ที่มีมูลค่าสูงอีกด้วย
การเปรียบเทียบข้อมูลเชิงอนุกรมเวลาของ BLACKPINK 3 ด้าน: ยอดขายอัลบั้มสัปดาห์แรกผ่าน Hanteo เพิ่มขึ้นจาก 690,000 ในปี 2020 เป็น 1,540,000 ในปี 2022; ยอดวิว YouTube ของเพลง DDU-DU DDU-DU เพิ่มขึ้นจาก 1 พันล้านวิวในเดือนพฤศจิกายน 2019 เป็น 2 พันล้านวิวในวันที่ 4 มกราคม 2023; รายได้จาก Born Pink Tour เพิ่มขึ้นจาก 78.67 ล้านดอลลาร์ในปี 2022 เป็น 253.15 ล้านดอลลาร์ในปี 2023 ดัชนีชี้วัดการเติบโตของ BLACKPINK การเปลี่ยนแปลงดัชนีภายในแต่ละตัวชี้วัด 0 50 100 150 200+ 690K 1.54M ยอดขาย Hanteo 2020 ถึง 2022 1B 2B ยอดวิว YouTube 2019 ถึง 2023 $78.67M $253.15M รายได้จากทัวร์ 2022 ถึง 2023 ช่วงเวลาเริ่มต้น ช่วงเวลาหลัง
ข้อมูลจาก Billboard ช่วยตอกย้ำความสำเร็จนี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดย Yonhap รายงานว่า Born Pink ซึ่งปล่อยออกมาเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2022 สามารถเปิดตัวด้วยอันดับ 1 บน Billboard 200 ด้วยยอดขายอัลบั้มเทียบเท่า (equivalent album units) 102,000 ชุดในสหรัฐอเมริกา สำหรับสัปดาห์ที่สิ้นสุด ณ วันที่ 22 กันยายน ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงยอดขายอัลบั้มแบบ Physical ถึง 75,500 ชุด ตัวเลขนี้ไม่ใช่เพียงแค่รางวัลเพื่อใช้ในการทำข่าวประชาสัมพันธ์เท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นว่าฐานแฟนคลับของ BLACKPINK สามารถขับเคลื่อนตลาดต่างๆ ได้ในเวลาเดียวกัน ทั้งการซื้อในเกาหลี การสตรีมมิ่งจากทั่วโลก และการสร้างผลลัพธ์บนชาร์ตในสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งพอจะส่งให้เกิร์ลกรุ๊ปจากเกาหลีขึ้นสู่จุดสูงสุดของการจัดอันดับอัลบั้มของ Billboard ได้
รูปแบบความสำเร็จที่คล้ายคลึงกันนี้ยังปรากฏให้เห็นบน YouTube อีกด้วย โดย The Korea Times ระบุว่า YG Entertainment เปิดเผยว่า DDU-DU DDU-DU มียอดวิวทะลุ 1 พันล้านวิวเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2019 และพุ่งแตะ 2 พันล้านวิวในช่วงก่อนเวลา 09:00 น. ตามเวลาเกาหลี (KST) ของวันที่ 4 มกราคม 2023 การขยับจาก 1 พันล้านสู่ 2 พันล้านวิวในช่วงเวลาดังกล่าวถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเกิดขึ้นหลังจากที่เพลงได้ผ่านช่วงเวลาการโปรโมตตามปกติไปแล้ว กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ผลงานใน Catalogue ของ BLACKPINK ยังคงมีพลังเสมือนเป็นคอนเทนต์ใหม่ที่ยังมีการเคลื่อนไหวอยู่ แม้ว่าการโปรโมตจะสิ้นสุดลงไปนานแล้วก็ตาม
จากความทรงจำของแฟนคลับ สู่พลังแห่งแพลตฟอร์ม
คำพูดติดตลกของ Jisoo เกี่ยวกับความเงียบเพียงหนึ่งวินาทีในคอนเสิร์ตที่ Seoul นั้นได้ผลเป็นอย่างดี เพราะแฟนคลับต่างเข้าใจถึงตำนานรอบตัวด้าน Visual, การควบคุมเวที และธรรมเนียมปฏิบัติของเหล่าแฟนคลับของ BLACKPINK อยู่แล้ว ช่วงเวลานั้นเป็นสิ่งที่ถูกนำไปตัดเป็นคลิปสั้นได้ง่าย และในขณะเดียวกันก็ง่ายต่อการเข้าใจผิดเช่นกัน ความเงียบดังกล่าวไม่ใช่หลักฐานที่บ่งบอกว่าเรื่องราวนี้มีเพียงแค่เรื่องความสวยงามหรือวัฒนธรรม Meme เท่านั้น แต่มันคือหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า Brand การแสดงสดของ BLACKPINK ได้กลายเป็นภาษาที่ใช้สื่อสารร่วมกันในหมู่แฟนคลับไปแล้ว
ข้อมูลการทัวร์คอนเสิร์ตช่วยยืนยันประเด็นนี้ให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น โดยข้อมูลจาก Touring Data ระบุว่า Born Pink Tour ทำรายได้ไปถึง 331.82 ล้านดอลลาร์ จากยอดขายบัตร 1,815,183 ใบ ผ่านการแสดงทั้งหมด 66 รอบ หากพิจารณาการแบ่งสัดส่วนรายได้ในแต่ละปีจะเห็นสัญญาณที่ชัดเจนกว่า นั่นคือรายได้ 78.67 ล้านดอลลาร์จากบัตร 366,379 ใบในปี 2022 ก่อนจะพุ่งสูงขึ้นเป็น 253.15 ล้านดอลลาร์จากบัตร 1,448,804 ใบในปี 2023 การขยายตัวจากปี 2022 ไปสู่ปี 2023 นั้นไม่ใช่เพียงแค่ผลกระทบจากการทำ Encore เท่านั้น แต่มันสะท้อนถึงการขยายฐานการจัดแสดงในระดับ Stadium และ Arena ที่กว้างขึ้น โดยเฉพาะหลังจากที่แคมเปญโปรโมตอัลบั้มได้ช่วยยืนยันความต้องการของตลาดทั้งใน Korea, United States และ Europe ไปเรียบร้อยแล้ว
นั่นคือเหตุผลว่าทำไมคำกล่าวเนื่องในโอกาสครบรอบของ Jisoo จึงควรถูกตีความให้เป็นมากกว่าแค่การกล่าวขอบคุณ
พวกเขากำลังชี้ให้เห็นถึงโมเดลที่บริษัท K-pop พยายามจะเลียนแบบอย่างต่อเนื่อง นั่นคือการปั้นสมาชิกแต่ละคนให้กลายเป็นเซเลบริตี้ที่มีผลงานเดี่ยว ในขณะที่ยังคงรักษาภาพลักษณ์ของวงไว้ในฐานะแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงสุด และทำให้ทุกการกลับมารวมตัวกันดูเป็นสิ่งที่หาได้ยากในเชิงพาณิชย์ สำหรับกรณีของ BLACKPINK นั้นยังคงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะต้องพึ่งพาปัจเจกบุคคลทั้ง 4 คนที่มีชื่อเสียงโดดเด่น ซึ่งตัวตนในฐานะศิลปินเดี่ยวของพวกเธอไม่ได้ไปลบเล้างภาพลักษณ์ของวง ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางสายนักแสดงของ Jisoo, อิทธิพลด้านแฟชั่นและดนตรีของ Jennie, โปรไฟล์ด้านนักร้องของ Rosé และภาพลักษณ์การแสดงระดับโลกของ Lisa ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนส่งเสริมแบรนด์เดียวกันโดยที่ไม่จำเป็นต้องหลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์
การครองตลาด Streaming ในฐานะสกุลเงินสำคัญ
ข้อมูลจาก Spotify ช่วยยืนยันภาพรวมในเชิงพาณิชย์นี้ได้เป็นอย่างดี โดยข้อมูลจาก PTKOREA ระบุว่า BLACKPINK มียอดสตรีมสะสมบน Spotify สูงถึง 1.75 หมื่นล้านครั้ง และยังคงเป็นเกิร์ลกรุ๊ปที่มียอดสตรีมสูงสุดบนแพลตฟอร์มจนถึงปัจจุบัน ตัวเลขดังกล่าวมีความสำคัญไม่ใช่เพราะ Spotify จ่ายเงินตามจำนวนสตรีม—เนื่องจากอัตราค่าตอบแทนต่อการเล่นมักจะวัดเป็นเศษเสี้ยวของเซนต์—แต่เป็นเพราะมันแสดงให้เห็นถึงขนาดของการมีส่วนร่วมของผู้ฟังในตลาดต่างๆ เพลงที่มีสตรีมนับพันล้านครั้งหมายความว่ามีผู้ฟังหลายล้านคนเลือกที่จะฟังเพลงนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าผ่านอุปกรณ์และช่วงเวลาการฟังที่หลากหลาย ซึ่งบ่อยครั้งเกิดขึ้นผ่านอัลกอริทึมเพลย์ลิสต์ที่ศิลปินไม่ได้มีความสัมพันธ์โดยตรงกับผู้ฟังด้วยซ้ำ
เลเยอร์ของการบริโภคแบบ Passive นี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นรากฐานของห่วงโซ่การเปลี่ยนผ่านไปสู่รายได้ ผู้ฟังที่ได้พบกับ BLACKPINK ผ่าน playlist แนะนำใน Spotify อาจตัดสินใจซื้ออัลบั้ม เข้าชมคอนเสิร์ต หรือซื้อสินค้า Merchandise ในท้ายที่สุด ยอดสตรีมมิ่งจำนวน 1.75 หมื่นล้านครั้งนั้นเปรียบเสมือนส่วนบนสุดของกรวยการตลาด (funnel) ซึ่งเป็นจุดที่การค้นพบผลงานยังคงดำเนินไปในระดับมหภาค แม้จะผ่านช่วงเวลาที่มีการโปรโมตสูงสุดมาหลายปีแล้วก็ตาม หากปราศจากฐานการมีส่วนร่วม (engagement) พื้นฐานดังกล่าว ยอดขายอัลบั้มและรายได้จากการทัวร์คอนเสิร์ตก็อาจจะไม่สามารถสร้างแรงขับเคลื่อนได้รุนแรงเท่านี้
การขยายตัวของรอยเท้าในระดับโลก (Global Footprint Expansion)
ขนาดของ Born Pink Tour เป็นสิ่งที่ตอกย้ำประเด็นนี้ ในขณะที่ตัวเลขรายได้จากการทัวร์ในครั้งก่อนๆ จะเน้นไปที่ยอดเงินรวม แต่ตัวชี้วัดจำนวนแฟนคลับที่เข้าชมจะเผยให้เห็นถึงความต้องการที่แท้จริงที่อยู่เบื้องหลัง จากการวิเคราะห์ Born Pink Tour โดย Touring Data พบว่ามีแฟนคลับเข้าร่วมทั้งหมด 2.11 ล้านคน จากการแสดง 66 รอบ ใน 34 เมืองทั่วโลก นี่ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขเท่านั้น แต่เป็นสัญญาณเชิงโครงสร้างที่บ่งบอกว่า BLACKPINK ได้สร้างฐานแฟนคลับทั่วโลกที่ใหญ่พอจะเติมเต็มสนามกีฬาและอารีน่าภายนอกตลาดบ้านเกิดของพวกเธอได้อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน
การเปรียบเทียบรายได้ระหว่างปี 2022 และ 2023 (จาก 78.67 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 253.15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) จะยิ่งมีความหมายที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อพิจารณาควบคู่ไปกับการเติบโตของจำนวนผู้เข้าชม โดยในทัวร์ปี 2022 มีผู้เข้าชมรวมทั้งสิ้น 366,379 คน ในตลาดที่เป็นจุดเริ่มต้นของวง ซึ่งหลักๆ คือใน Asia และบางเมืองใน U.S. ในขณะที่การขยายตัวในปี 2023 ที่มีผู้เข้าชมสูงถึง 1.448 ล้านคน สะท้อนให้เห็นถึงการเจาะตลาดในดินแดนใหม่ๆ ที่กลุ่ม K-pop ไม่เคยแสดงศักยภาพในการดึงดูดผู้ชมระดับ Stadium มาก่อน สิ่งนี้ถือเป็นจุดสำคัญ เพราะมันบ่งชี้ว่าโมเดลความหายาก (scarcity model) ของ BLACKPINK ไม่ได้เป็นเพียงการตักตวงจากฐานแฟนคลับเดิมที่มีอยู่เท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างฐานแฟนคลับใหม่ในภูมิภาคที่ยังไม่เคยถูกบุกเบิกมาก่อนอีกด้วย
กิจกรรม Solo ในฐานะการขยายอาณาจักร Franchise
มิติหนึ่งที่มักถูกมองข้ามในการวิเคราะห์ BLACKPINK คือบทบาทของกิจกรรม Solo ของสมาชิกแต่ละคนในการช่วยเสริมสร้างความหายากของวง สมาชิกแต่ละคน ทั้ง Jisoo, Jennie, Rosé และ Lisa ต่างได้สร้างตัวตน Solo ที่โดดเด่นทั้งในด้านการแสดง, ดนตรี และการเป็น Brand Ambassador โดยบทบาทการแสดงภาพยนตร์ของ Jisoo ช่วยขยายโปรไฟล์ของเธอในตลาดที่การแสดงมีอิทธิพลทางวัฒนธรรมสูงกว่าดนตรี ในขณะที่ผลงานเพลง Solo ของ Lisa บนแพลตฟอร์มอย่าง Spotify ได้สร้างฐานการสตรีมที่เป็นอิสระ ซึ่งไม่ได้ไปแย่งยอดสตรีมของวงโดยตรง แต่กลับเป็นการสร้างโอกาสด้านรายได้และฐานผู้ชมที่แยกส่วนกันอย่างชัดเจน
การแตกตัวเช่นนี้อาจทำให้วงอ่อนแอลงได้จากการกระจายความสนใจและความจงรักภักดีของแฟนคลับออกไป แต่ในกรณีของ BLACKPINK ดูเหมือนว่ามันจะช่วยเสริมสร้างแบรนด์โดยรวมให้แข็งแกร่งขึ้น เพราะความสำเร็จในงานโซโล่ของสมาชิกแต่ละคนล้วนส่งผลสะท้อนกลับไปยังภาพลักษณ์ของวง เมื่อแฟนคลับได้เห็นสมาชิกประสบความสำเร็จในงานเดี่ยว การกลับมารวมตัวกันของวงจึงให้ความรู้สึกที่มีคุณค่ามากขึ้น ไม่ใช่ลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสมาชิกมีอายุมากขึ้น และความยั่งยืนในอาชีพการงานกลายเป็นสิ่งที่หาได้ยากในอุตสาหกรรม K-pop
สิ่งที่ทศวรรษหน้าจะเป็นบททดสอบ
ความเสี่ยงนั้นชัดเจน ความหายากจะส่งผลดีก็ต่อเมื่อความเชื่อมั่นยังคงอยู่ หากช่วงว่างระหว่างการปล่อยผลงานดูเป็นไปอย่างมีกลยุทธ์ แฟนคลับจะมองว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการรอคอย แต่หากช่วงว่างนั้นดูไม่มีกำหนดที่แน่นอน ช่องว่างเดียวกันนี้อาจกลายเป็นความเหนื่อยล้าได้ ดังนั้น การก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 ของ BLACKPINK จึงมาพร้อมกับแรงกดดันที่แตกต่างไปจากช่วงแรกๆ ของวง เพราะวงไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อีกต่อไปว่าเกิร์ลกรุ๊ป K-pop สามารถครองชาร์ตระดับโลกได้ แต่ต้องพิสูจน์ว่าศิลปินระดับตำนานยังคงสามารถสร้างจุดสูงสุดใหม่ๆ ได้ โดยไม่สูญเสียความรู้สึกผ่อนคลายที่เป็นเสน่ห์ซึ่งทำให้ช่วงเวลาการกลับมารวมตัวกันของพวกเธอดูมีชีวิตชีวา
นั่นคือเหตุผลที่บทสัมภาษณ์ของ Jisoo กับ W Korea กลายเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ในการวิเคราะห์เชิงวัฒนธรรม เธอไม่ได้กำลังประกาศสถิติชาร์ตเพลงใหม่ แต่เธอกำลังย้ำเตือนแฟนคลับว่าเรื่องราวของวงยังคงมีความต่อเนื่องทางอารมณ์ ตั้งแต่ความไม่แน่นอนในช่วงเดบิวต์ไปจนถึงสถานะศิลปินรุ่นใหญ่ ข้อมูลทางการตลาดสามารถอธิบายได้ว่าทำไมความต่อเนื่องนั้นถึงสำคัญ: ความต้องการอัลบั้มเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าจากปี 2020 ถึง 2022, มิวสิกวิดีโอจากปี 2018 ยังคงมียอดวิวเพิ่มขึ้นหลายพันล้านครั้งต่อเนื่องมาจนถึงปี 2023 และรายได้จากการทัวร์ก็พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเวิลด์ทัวร์ขยายตัวจากปีแรกที่เริ่มเปิดตัวไปสู่ระดับสเกลโลกอย่างเต็มรูปแบบ
บทต่อไปของ BLACKPINK จะไม่ได้ถูกตัดสินเพียงแค่ว่าพวกเธอจะกลับมาได้หรือไม่ แต่จะถูกตัดสินด้วยว่าการกลับมาในรูปแบบใดที่จะสามารถพิสูจน์ความคุ้มค่าของการรอคอยได้ โปรเจกต์กลุ่มครั้งใหม่จำเป็นต้องมีบทเพลงที่แข็งแกร่งพอสำหรับการทำสถิติ Streaming, มีอัลบั้ม Physical ที่มีความหมายต่อเหล่านักสะสม และมีการผลิตโชว์สดที่ยิ่งใหญ่พอจะเทียบเคียงกับมาตรฐานการทัวร์คอนเสิร์ตที่พวกเธอเคยสร้างไว้ ซึ่งถือเป็นมาตรฐานที่สูงมาก และนี่คือเครื่องชี้วัดที่ชัดเจนที่สุดสำหรับทศวรรษของ BLACKPINK: การที่วงทำให้การหายไปกลายเป็นส่วนหนึ่งของมูลค่า แต่ในขณะเดียวกัน มูลค่านั้นก็ยังจำเป็นต้องได้รับการตอกย้ำต่อสาธารณชนอีกครั้ง
สำหรับในตอนนี้ การย้อนรำลึกถึงวาระครบรอบของ Jisoo นั้นเข้าถึงใจแฟนคลับ เพราะมันเชื่อมโยงเรื่องราวของ BLACKPINK ไว้ทั้งสองด้าน สมาชิกในวงต่างจดจำความไม่แน่นอนในช่วงที่กำลังก่อตั้งทีม ในขณะที่อุตสาหกรรมมองเห็นตัวเลขความสำเร็จที่ตามมา และระหว่างความจริงทั้งสองประการนี้ คือเหตุผลที่ว่าทำไมหลักไมล์ 10 ปีจึงมีความสำคัญ: เพราะ BLACKPINK ไม่ได้เป็นเพียงวงที่กวาดรางวัลบนชาร์ตเพลงอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นสถาบัน K-pop ที่แข็งแกร่ง ซึ่งการเคลื่อนไหวครั้งต่อไปของพวกเธอจะเป็นบททดสอบว่า ความหายากของศิลปินระดับ Global Pop จะสามารถสร้างความต้องการ (Demand) ได้ยาวนานเพียงใด
คุณรู้สึกอย่างไรกับบทความนี้?
저작권자 © KEnterHub 무단전재 및 재배포 금지

Music Charts & Data Analyst · KEnterHub
Music data analyst turned journalist. Im Garam covers K-pop through the numbers — chart performance, album sales, streaming milestones and touring economics — and writes the deep-dive reviews and industry analyses that put those numbers in context.
ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น