การเปลี่ยนมาคอมเมดี้ของ Park Ji-hoon กำลังชนะใจแฟน ๆ

|อ่าน 7 นาที0
การเปลี่ยนมาคอมเมดี้ของ Park Ji-hoon กำลังชนะใจแฟน ๆ

Park Ji-hoon กำลังได้รับความสนใจจากการเปลี่ยนโทนการแสดงอย่างชัดเจน จากภาพจำหนักแน่นในภาพยนตร์ย้อนยุคที่สร้างชื่อ ไปสู่โลกคอมเมดี้สุดเพี้ยนของซีรีส์ Tving เรื่อง The Legend of Kitchen Soldier บทบาทใหม่นี้น่าสนใจ เพราะเขาเลือกงานที่ต้องใช้ความเว่อร์ จินตนาการเรื่องอาหาร และจังหวะตลกทางกาย แทนที่จะเดินต่อบนเส้นทางดราม่าปลอดภัยหลังมีแรงส่งจากรางวัลค่ะ

ตามรายงานของ The Korea Times ซึ่งสัมภาษณ์ Park ที่กรุงโซล เขารับบท Seong-jae ในออริจินัลซีรีส์ของ Tving ชายหนุ่มที่แทบไม่รู้อะไรเรื่องการทำอาหาร ก่อนหน้าต่างคล้ายเกมประหลาดจะเปลี่ยนชีวิตของเขา ซีรีส์ดัดแปลงจากเว็บตูนยอดนิยม ผสมชีวิตทหาร ภารกิจทำอาหาร และแฟนตาซีคอมเมดี้ สำหรับผู้ชม K-drama ทั่วโลก ส่วนผสมนี้อาจฟังแปลก แต่เข้ากับพื้นที่ที่กำลังโตในสตรีมมิงเกาหลี คือแนวผสมที่ตั้งใจเบากว่าอาชญากรรม ระทึกขวัญ ดราม่าแก้แค้น หรือเกมเอาตัวรอดกดดันสูงค่ะ

จากความเข้มข้นย้อนยุคสู่คอมเมดี้เกรดบี

Park เข้าสู่โปรเจกต์นี้หลังฝากความประทับใจไว้ในภาพยนตร์ย้อนยุค The King's Warden The Korea Times ระบุว่าหนังเรื่องดังกล่าวเป็นงานระดับบล็อกบัสเตอร์ และการแสดงของ Park ทำให้เขาคว้ารางวัลนักแสดงหน้าใหม่ยอดเยี่ยม สาขาภาพยนตร์ จาก Baeksang Arts Awards เมื่อเดือนพฤษภาคม ความสำเร็จนั้นอาจผลักให้เขาเลือกบทจริงจังอีกเรื่อง แต่เขากลับเลือกคอมเมดี้ที่ต้องขายพลังคนละแบบค่ะ

ใน The Legend of Kitchen Soldier Seong-jae ไม่ได้เปิดตัวในฐานะอัจฉริยะสมบูรณ์แบบ เขาเริ่มจากคนที่ทำอาหารไม่เป็น ก่อนพบอินเทอร์เฟซเกมทำอาหารชื่อ Guardian ที่มีเพียงเขามองเห็นและได้ยิน เมื่อเคลียร์เควสต์เพื่อช่วยกอบกู้อาหารที่กำลังล้มเหลว เขาก็ค่อย ๆ มุ่งสู่สถานะไม่น่าเชื่อของเชฟทหารในตำนาน มุกไม่ได้อยู่แค่อุปกรณ์แฟนตาซี แต่อยู่ที่ช่องว่างระหว่างภาษาฮีโร่ยิ่งใหญ่กับความวุ่นวายจริงของการทำอาหารให้ทหารค่ะ

Park บอก The Korea Times ว่าจุดแข็งของซีรีส์คือความผ่อนคลาย เขาอธิบายว่าเป็นงานที่ดูเบาและสบาย มีเส้นเรื่องโปร่ง ไม่ได้ตึงแน่นตลอดเวลา ความเห็นนี้อธิบายคุณค่าทางกลยุทธ์ของบทได้ดี หลังจาก K-drama จำนวนมากได้รับความสนใจทั่วโลกจากเดิมพันมืดและความตึงเครียดต่อเนื่อง แฟนตาซีทหารที่มีอาหารเป็นศูนย์กลางจึงเปิดทางเข้าที่นุ่มนวลกว่าให้ผู้ชมค่ะ

ซีรีส์ยังเปิดโอกาสให้ Park ขยายภาพลักษณ์ของตัวเอง ภาพยนตร์ย้อนยุคอาจเน้นวินัย การควบคุมอารมณ์ และน้ำหนักดราม่า แต่คอมเมดี้แบบนี้ทดสอบว่านักแสดงจะตอบสนองต่อความเหลวไหลโดยไม่ทำให้ฉากว่างเปล่าได้หรือไม่ สำหรับ Park ซึ่งเริ่มทำงานตั้งแต่วัยเด็ก บทนี้ดูไม่ใช่การพิสูจน์ความจริงจัง แต่เป็นการโชว์ช่วงการแสดงที่กว้างขึ้นค่ะ

ฉากอาหารถูกสร้างเหมือนเซตพีซแฟนตาซี

ช่วงเวลาที่โดดเด่นที่สุดของละครมาจากวิธีจัดฉากปฏิกิริยาต่ออาหาร ในตอนที่ The Korea Times พูดถึง Seong-jae เอาชนะใจนายสิบที่ไม่ชอบเขาด้วยแฮมเบอร์เกอร์ Park เล่าว่าเดิมบทมีช่วงนี้เพียงสั้น ๆ แต่เขาเสนอให้ Seong-jae เอาแฮมเบอร์เกอร์กลับมาให้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า พร้อมอ้อนวอนให้อีกฝ่ายลองชิม รายละเอียดเล็ก ๆ นี้เปลี่ยนการส่งอาหารธรรมดาให้กลายเป็นจังหวะตลกค่ะ

อีกฉากหนึ่งล้อรายการแข่งขันทำอาหาร Culinary Class Wars ด้วยลำดับชิมอาหารแบบปิดตา Park ให้เครดิตนักแสดง Yoon Kyung-ho ที่เสนอไอเดียนี้ รายละเอียดเหล่านี้แสดงว่าซีรีส์พึ่งพาจังหวะของทีมแสดงและการเติมเนื้อสัมผัสนอกเหนือจากหน้ากระดาษ อารมณ์ขันไม่ได้อยู่แค่พล็อต แต่อยู่ที่การปล่อยให้มุกยืดไปนานพอก่อนถึงจุดแตกค่ะ

ซีรีส์ดันปฏิกิริยาเหล่านั้นไปไกลขึ้นด้วย CGI The Korea Times บรรยายฉากที่ Seong-jae เป่าซี่โครงหมูเหมือนขลุ่ย พุ่งเข้าสู่สนามรบในจินตนาการพร้อมถือถั่วงอกเหมือนปืนไรเฟิล และเห็นผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือกลายเป็นร็อกสตาร์ระหว่างชมทงคัตสึ นี่ไม่ใช่จังหวะละครทำอาหารแบบสมจริง แต่ยืมภาษาทางอารมณ์ขนาดใหญ่ของมังงะทำอาหารคลาสสิก แล้วเปลี่ยนรสชาติให้เป็นโชว์ค่ะ

สำหรับ Park สไตล์นี้มาพร้อมความท้าทายทางเทคนิค เขาบอกว่าเป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการองค์ประกอบ CGI จากบทเพียงอย่างเดียว และต้องแสดงด้วยการทำท่ากับพื้นที่ว่าง บางครั้งมีเพียงแผงไกด์พื้นฐาน เขาอธิบายว่าต้องรันฉากในหัวก่อน แล้วจึงเล่นทันทีในกองถ่าย ในคอมเมดี้ที่กว้างขนาดนี้ การแสดงกับสิ่งที่มองไม่เห็นสำคัญมาก หากนักแสดงเล่นแฟนตาซีเบาเกินไป มุกจะพัง แต่ถ้าเล่นใหญ่โดยไร้การควบคุม ฉากก็จะดูสุ่มค่ะ

Park กล่าวว่า ความยากในการจินตนาการฉากที่พึ่งพา CGI อย่างหนักช่วยให้ผลลัพธ์ออกมาดี เพราะเขาต้องทุ่มเต็มที่ก่อนที่เอฟเฟกต์จริงจะถูกใส่เข้ามาค่ะ

บทที่สะท้อนวิธีทำงานของเขา

คำพูดของ Park เรื่องการแสดงยังทำให้โปรเจกต์นี้มีกรอบลึกขึ้น เขาบอกว่าเขาเข้ากองถ่ายเหมือนกระดาษเปล่า ซึมซับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว และตอบสนองต่อพลังของนักแสดงร่วมเมื่อกล้องเริ่มเดิน วิธีนี้เข้ากับ The Legend of Kitchen Soldier ซึ่งอารมณ์ขันขึ้นอยู่กับการตอบรับต่อกัน นักแสดงไม่อาจปฏิบัติต่อทุกปฏิกิริยาอาหาร มุกทหาร และแฟนตาซีแทรก เป็นจังหวะดราม่าตายตัว ฉากต้องหายใจไปพร้อมกับคนในฉากค่ะ

บทนี้ต้องการการเตรียมตัวจริงด้วย Park ไปเรียนที่สถาบันทำอาหารเพื่อฝึกทักษะการใช้มีด แม้เขาจะล้อว่าประสบการณ์นั้นทำให้ยิ่งห่างจากการทำอาหารในชีวิตจริง ความเห็นของเขาเรื่องครัวทหารก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เมื่อการเกณฑ์ทหารภาคบังคับใกล้เข้ามาในปีหน้า และหลังเคยแสดงความสนใจในนาวิกโยธิน เขาบอกว่าเลิกคิดจะเป็นเชฟทหารแล้วหลังเห็นว่างานนี้หนักแค่ไหนค่ะ

รายละเอียดนี้ทำให้คอมเมดี้มีสัมผัสความจริงที่เป็นประโยชน์ ซีรีส์อาจขยายอาหารให้เป็นแฟนตาซี แต่การทำอาหารในกองทัพจริงไม่ได้หรูหรา Park พูดถึงความกดดันของการตื่นเช้าและเตรียมอาหารให้คนหลายร้อยคนด้วยทีมเล็ก ๆ สำหรับผู้ชมที่ไม่คุ้นวัฒนธรรมทหารเกาหลี พื้นหลังนี้ช่วยอธิบายว่าทำไมพล็อตจึงทั้งตลกและเครียดในเวลาเดียวกัน แฟนตาซีเกิดขึ้นเพราะงานจริงเหนื่อยมากค่ะ

รางวัล Baeksang ยังเปลี่ยนวิธีอ่านบทนี้ Park บอก The Korea Times ว่าเขาไม่ได้เลือกโปรเจกต์ด้วยการพยายามทำนายความสำเร็จหรือความล้มเหลวจากบท เขาทำงานเพราะสนุก และเพราะอยากค้นพบด้านต่าง ๆ ของตัวเอง นี่เป็นคำพูดที่มีน้ำหนักจากนักแสดงในจุดเปลี่ยน เขาไม่ได้ใช้รางวัลเป็นเหตุผลให้จำกัดทางเลือก แต่ใช้เป็นส่วนหนึ่งของการค้นหาที่กว้างขึ้นว่าเขาจะทำอะไรต่อได้ค่ะ

ทำไมการเปลี่ยนทิศทางนี้จึงสำคัญต่อแฟน K-drama

สำหรับแฟนต่างชาติ การที่ Park ขยับเข้าสู่ The Legend of Kitchen Soldier เป็นเครื่องเตือนใจว่านักแสดงเกาหลีมักสร้างแรงส่งผ่านความแตกต่าง นักแสดงคนหนึ่งอาจได้ความน่าเชื่อถือจากหนังย้อนยุค แล้วเข้าถึงผู้ชมอีกกลุ่มผ่านคอมเมดี้บนสตรีมมิง จากนั้นนำภาพจำทั้งสองแบบไปสู่โปรเจกต์ถัดไป อุตสาหกรรมให้รางวัลกับความยืดหยุ่น เพราะผู้ชมติดตามนักแสดงข้ามแพลตฟอร์ม แนว และโทนค่ะ

ซีรีส์ยังมาถึงในช่วงที่ละครจากเว็บตูนไม่ถูกมองเป็นหมวดแคบอีกต่อไป พล็อตทหาร-ทำอาหาร-แฟนตาซีอาจเคยฟังเฉพาะทางเกินไปสำหรับผู้ชมกว้าง แต่สตรีมมิงทำให้เรื่องที่ลองดูง่ายและแชร์ง่ายมีพื้นที่ คลิปรีแอ็กชันอาหารแปลก ๆ สามารถเดินทางออนไลน์ก่อนที่คนดูจะรู้พล็อตเต็ม และนักแสดงอย่าง Park ก็ได้ประโยชน์จากฮุกภาพที่เข้าใจทันทีค่ะ

สิ่งที่ทำให้การแสดงของ Park น่าดู ไม่ใช่แค่เขาเปลี่ยนแนว แต่คือการเลือกโปรเจกต์ที่ความเขิน ความจริงใจ และจินตนาการต้องอยู่ร่วมกัน Seong-jae ต้องดูน่าขำแต่ยังต้องต้องการบางอย่าง เขาต้องปฏิบัติต่อเกมทำอาหารที่มองไม่เห็นเหมือนเรื่องเร่งด่วน เขาต้องทำให้การยื่นแฮมเบอร์เกอร์ ปฏิกิริยาแฟนตาซี หรือมุกครัวทหารรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของตัวละครเดียว ไม่ใช่ชุดสเก็ตช์แยกกันค่ะ

สมดุลนี้ทำให้บทโดดเด่นหลัง The King's Warden Park Ji-hoon ไม่ได้ถอยห่างจากการแสดงจริงจัง แต่กำลังทดสอบว่าโฟกัสแบบเดิมจะยืนอยู่ในกรอบที่ประหลาดกว่ามากได้หรือไม่ หาก The Legend of Kitchen Soldier ยังเชื่อมต่อกับผู้ชมต่อไป มันอาจถูกจดจำไม่ใช่ทางแยกแปลก ๆ แต่เป็นช่วงเวลาที่ Park ทำให้คำว่า range กลายเป็นเรื่องหลักค่ะ

คุณรู้สึกอย่างไรกับบทความนี้?

저작권자 © KEnterHub 무단전재 및 재배포 금지

Jang Hojin
Jang Hojin

Entertainment Journalist · KEnterHub

Entertainment journalist specializing in K-Pop, K-Drama, and Korean celebrity news. Covers artist comebacks, drama premieres, award shows, and fan culture with in-depth reporting and analysis.

K-PopK-DramaK-MovieKorean CelebritiesAward Shows

ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

กำลังโหลด...

การพูดคุย

กำลังโหลด...

บทความที่เกี่ยวข้อง

ไม่มีบทความที่เกี่ยวข้อง